|
Written by Netnapa
|
|
Friday, 09 January 2009 03:53 |
|
ยืนยันตลอดมาว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับดอกไม้ ไม่มีแบ่งเพศ วัย และเวลา เพราะนับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2540 ประมวล ทุ่งปรือ ศิลปินชาวจังหวัดสตูล ศิษย์เก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ใช้ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์
ในการถ่ายทอดความคิดเขาผ่านงานศิลปะเรื่อยมา นับตั้งแต่ผลงานชุด ดอกไม้ราตรี ,ดอกไม้สีสันแห่งรัก,โฉมหน้าดอกไม้, ในร่มเงาแห่งดอกไม้,ดอกบัว,ประภาคารแห่งดอกไม้ ฯลฯ “ผมรู้สึกว่าดอกไม้กับผมมันตอบโต้กันได้มาก เวลามองดอกไม้เรารู้สึกกับมันได้มาก อินกับมันได้นาน ดอกไม้จึงเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่เรายอมรับไปโดยธรรมชาติ” และล่าสุดกับผลงานชุด “วาทกรรมแห่งดอกไม้” ที่เขาได้ใช้ห้องนิทรรศการชั้น 2 ของหอศิลป์จามจุรี จัดแสดงผลงานกว่า 37 ชิ้น ให้ผู้สนใจได้ชมระหว่างวันนี้ – 6 มกราคม พ.ศ.2551 ภาพเขียนเหล่านี้ประมวลบอกว่าเป็นเสมือนการบันทึกอารมณ์บางอย่าง ที่เขารู้สึกในช่วงเวลาต่างๆ และสัญลักษณ์ที่จะช่วยเชื่อมโยงความรู้สึกเหล่านั้นก็คือดอกไม้ โดยเฉพาะดอกไม้อย่าง “ดอกบัว” ที่ปรากฏอยู่ในภาพเขียนส่วนใหญ่ของเขาในนิทรรศการชุดนี้ มีทั้งภาพที่ให้ความรู้สึกของความสงบ ความเป็นทิพย์ของดอกบัว และห้วงของความคิดที่ในบางขณะที่ประมวลดำดิ่งสู่ภาวะบางอย่าง “ครั้งนี้เป็นการรวบรวมผลงงานจากหลายช่วงเวลา แต่เป็นแนวเรื่องเดิมที่ค่อยๆเปลี่ยนไปทีละนิด ค่อยๆคลี่คลายเนื้อหาบางอย่าง ที่เป็นความหมายภายในออกมาเป็นภาพ บางทีมันอาจจะอธิบายได้ไม่หมดจด ภาพนี้สื่ออะไรบอกอะไร แต่มันเป็นเรื่องที่เราอยากวาด และเราอินกับความงามบางภาวะที่เรารู้สึก” ถ้าไม่มองไปที่เรื่องของความหมายที่ผู้คนเชื่อกันมาแต่อดีต สำหรับประมวลเขาเห็นว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ที่มีรูปทรงสวยงาม และมีความซับซ้อนในรายละเอียด เขาไม่ได้เจาะจงที่จะถ่ายทอดดอกบัวเพื่อให้สอดคล้องกับความหมายทางพุทธศาสนา แต่เป็นการเสริมเติมความรู้สึกของตัวเองเข้าไป ให้ดอกบัวมีเสน่ห์ในแง่ของการสร้างสรรค์ “โดยเทคนิคและรูปแบบ งานของผมไม่แตกต่างจากศิลปินท่านอื่น แต่ที่ต่างคือเรื่องราวที่ผมรู้สึก บางครั้งอาจจะดูเหมือนคล้ายคนอื่น แต่ผมคิดว่างานของผมมีความแตกต่างในเชิงความหมาย สิ่งที่เราหยิบจับมานำเสนอ มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว บางทีมันมีความคาบเกี่ยวกับคนอื่นในบางครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่รับรู้โดยเรา ถูกไตร่ตรองโดยตัวเรา” และสิ่งที่ประมวลให้ความสำคัญที่สุดในการสร้างผลงานแต่ชิ้น ก็คือเรื่องของความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของงานในขณะถ่ายทอด และความรู้สึกของงานที่มีต่อตัวเขา เมื่อชิ้นนั้นเสร็จสมบูรณ์ “ผมรู้สึกว่าสามช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เราดิ้นรนกับตัวงานมากที่สุด ความรู้สึกแรกเป็นความรู้สึกที่มันชักนำเราเข้าสู่ตัวงาน ส่วนความรู้สึกที่สองคือตัวเราที่ดำเนินไปพร้อมกับงาน และความรู้สึกที่สาม งานมันมีผลกับตัวเราเมื่อเราสร้างมันเสร็จ ผมว่าความรู้สึกที่เราพอใจในงาน มันเป็นความอิ่มเอิบใจนะ” สิ่งที่ศิลปินอยากได้รับกลับมาจากผู้ชมในการแสดงผลงานแต่ละครั้ง คือเรื่องที่ศิลปินเห็นว่ายากเกินคาดหวัง “แต่โดยลึกๆแล้ว ตัวงานมันอาจจะมีส่วนช่วยให้คนที่มีความรู้สึก มีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกัน เข้าใจภาษาบางอย่างร่วมกันได้ และผมถือว่าภาษาตรงนี้เป็นภาษาสากล การที่ผลงานไม่ถูกพูดถึง ผมถือว่า หนึ่งงานยังไม่ดีพอ และสองงานอาจจะแตกต่างจากสิ่งที่ผู้ชมยอมรับหรือคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิญ” วาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ ภาพเขียนของเขา แม้มิอาจส่งมอบ เพื่อให้ทุกคนได้ครอบครองเป็นเจ้าของ แต่เขาก็หวังว่าช่วงเวลาที่ผู้ชมได้สัมผัสกับผลงานของเขาผ่านทางสายตา จะสามารถค้นพบได้ถึงความงามบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของตัวเอง “นั่นเพราะความรู้สึกเหล่านี้มันมีอยู่ในทุกๆคน แต่มันไม่ได้ถูกกระตุ้นโดยการรับรู้ หรือการเห็น ถ้างานของผมมันมีส่วนช่วยให้คนรู้สึกได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนซื้องานนะ แต่เป็นคนที่เห็นแล้วรู้สึกว่ามีอารมณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น หรือว่าเขาดำดิ่งอยู่ในสมาธิชั่วขณะ เพื่อพิจารณาอะไรบางอย่าง เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจ ผมถือว่านั่นเป็นหน้าที่ของงานศิลปะที่มีผลต่อจิตใจผู้ชมแล้ว และผมถือว่าตรงนี้เป็นคุณค่า เป็นสปิริตที่ให้แก่กัน มากกว่าการเป็นงานที่ถูกยอมรับโดยการซื้อ” ที่มาข่าว ผู้จัดการออนไลน์
|
|
Last Updated ( Friday, 09 January 2009 03:59 )
|